วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อาหารหลัก 5 หมู่หมายถึงอะไรและมีอะไรบ้าง

อาหาร หมายถึง สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ ไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น ข้าว แป้ง ผัก ผลไม้ นม เนื้อสัตว์ ฯลฯ (ยกเว้นยารักษาโรค) อาหารชนิดต่างๆ ที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกายล้วนแต่เป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อชีวิต เมื่อร่างกายย่อยแล้วก็จะให้ประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน เช่น ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ สมอง กระดูก และผิวหนัง ช่วยให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆ ช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอของร่างกาย ทำให้การทำงานของอวัยวะภายในร่างกายเป็นปกติ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายในการต้านทานโรคต่างๆ ทำให้เราไม่เจ็บไม่ป่วยได้ง่ายๆ เป็นต้น
อาหารหลัก 5 หมู่ คือ อาหารที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันรวม 5 ชนิด โดยสารอาหารที่เหมือนกันจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน และร่างกายของคนเราก็ต้องการสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ หรือ 5 ชนิด ในแต่ละวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่สามารถจะให้สารอาหารได้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเราสามารถแบ่งอาหารออกเป็นหมู่หลักๆ ได้ 5 หมู่ ได้แก่
  • หมู่ที่ 1 โปรตีน (เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว)
  • หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต (ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน)
  • หมู่ที่ 3 เกลือแร่หรือแร่ธาตุ (พืชผัก)
  • หมู่ที่ 4 วิตามิน (ผลไม้)
  • หมู่ที่ 5 ไขมัน (ไขมันจากพืชและสัตว์)

แร่ธาตุคือ

เกลือแร่, แร่ธาตุ (Mineral) คือ แร่หรือสารประกอบอนินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบของอาหารส่วนที่เหลือ เป็นเถ้า หลังจากการเผาไหม้สารอินทรีย์ทั้งหมดในเนื้อเยื่อพืชและสัตว์ ร่างกายเราต้องการ แร่ธาตุแต่ละชนิดแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
  • แร่ธาตุหลัก ( Macro minerals) เป็นแร่ธาตุ ที่ร่างกายต้องการปริมาณมาก
  • แร่ธาตุรอง(Trace minerals) หรือ แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการปริมาณน้อย

แร่ธาตุ มีบทบาทและหน้าที่สำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นองค์ประกอบของ เซลล์เนื้อเยื่อและเส้นประสาท เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ ฮอร์โมน และวิตามิน นอกจากนี้ แร่ธาตุยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกอวัยวะ จากความสำคัญและหน้าที่ ดังกล่าวนั้น จะเห็นว่า แร่ธาตุเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องได้ รับเพียงพอ ร่างกายจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง อาหารทั่วไปที่เป็นแหล่งของ แร่ธาตุทั้งชนิดหลักและแร่ธาตุรอง ปริมาณมาก-น้อยแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดของอาหาร ตัวอย่าง แร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกายประกอบด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง และโพแทสเซียม เป็นต้น
แร่ธาตุหลัก ( Macro minerals) คือ แร่ธาตุหลักที่ร่างกายต้องการในปริมาณมาก เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายมีความต้องการในหนึ่งวันมากว่า 100 mg ขึ้นไป ได้แก่ แคลเซียม (Calcium), ฟอสฟอรัส (Phosphorous), โพแทสเซียม (Potassium), แมกเนเซียม (Magnesium), โซเดียม (Sodium), กำมะถัน (Sulphor) และคลอไรด์ (Chloride) ซึ่งในร่างกายของเราจะพบแร่ธาตุแคลเซียมมากที่สุด รองลงมาได้แก่ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกเนเซียม และโซเดียม
แร่ธาตุรอง(Trace minerals) คือ แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายมีความต้องการในหนึ่งวันในปริมาณน้อยกว่า 100 mg ต่อวัน แต่ถึงแม้ร่างกายจะต้องการแร่ธาตุประเภทนี้ในปริมาณน้อย ก็ใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญ ซึ่งแร่ธาตุในกลุ่มนี้ได้แก่ เหล็ก (Iron), สังกะสี (Zinc), ซีลีเนียม (Selenium), แมงกานิส (Manganese), ทองแดง (Copper), ไอโอดีน (Iodine), โครเมียม (Chromium), โคบอลท์ (Cobalt), ฟลูออไรด์ (Fluoride), โมลิบดินัม (molybdenum) และ วานาเดียม (Vanadium)
เกลือแร่, แร่ธาตุ (Mineral) คือ แร่หรือสารประกอบอนินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบของอาหารส่วนที่เหลือ เป็นเถ้า หลังจากการเผาไหม้สารอินทรีย์ทั้งหมดในเนื้อเยื่อพืชและสัตว์ ร่างกายเราต้องการ แร่ธาตุแต่ละชนิดแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
  • แร่ธาตุหลัก ( Macro minerals) เป็นแร่ธาตุ ที่ร่างกายต้องการปริมาณมาก
  • แร่ธาตุรอง(Trace minerals) หรือ แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการปริมาณน้อย

แร่ธาตุ มีบทบาทและหน้าที่สำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นองค์ประกอบของ เซลล์เนื้อเยื่อและเส้นประสาท เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ ฮอร์โมน และวิตามิน นอกจากนี้ แร่ธาตุยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกอวัยวะ จากความสำคัญและหน้าที่ ดังกล่าวนั้น จะเห็นว่า แร่ธาตุเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องได้ รับเพียงพอ ร่างกายจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง อาหารทั่วไปที่เป็นแหล่งของ แร่ธาตุทั้งชนิดหลักและแร่ธาตุรอง ปริมาณมาก-น้อยแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดของอาหาร ตัวอย่าง แร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกายประกอบด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง และโพแทสเซียม เป็นต้น
แร่ธาตุหลัก ( Macro minerals) คือ แร่ธาตุหลักที่ร่างกายต้องการในปริมาณมาก เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายมีความต้องการในหนึ่งวันมากว่า 100 mg ขึ้นไป ได้แก่ แคลเซียม (Calcium), ฟอสฟอรัส (Phosphorous), โพแทสเซียม (Potassium), แมกเนเซียม (Magnesium), โซเดียม (Sodium), กำมะถัน (Sulphor) และคลอไรด์ (Chloride) ซึ่งในร่างกายของเราจะพบแร่ธาตุแคลเซียมมากที่สุด รองลงมาได้แก่ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกเนเซียม และโซเดียม
แร่ธาตุรอง(Trace minerals) คือ แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายมีความต้องการในหนึ่งวันในปริมาณน้อยกว่า 100 mg ต่อวัน แต่ถึงแม้ร่างกายจะต้องการแร่ธาตุประเภทนี้ในปริมาณน้อย ก็ใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญ ซึ่งแร่ธาตุในกลุ่มนี้ได้แก่ เหล็ก (Iron), สังกะสี (Zinc), ซีลีเนียม (Selenium), แมงกานิส (Manganese), ทองแดง (Copper), ไอโอดีน (Iodine), โครเมียม (Chromium), โคบอลท์ (Cobalt), ฟลูออไรด์ (Fluoride), โมลิบดินัม (molybdenum) และ วานาเดียม (Vanadium)

วิตามินคือ

วิตามิน เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย หน้าที่หลักคือเป็นโคเอนไซม์ ปริมาณวิตามินที่ร่างกายต้องการนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการสาร อินทรีย์อื่น แต่ก็เป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้...
วิตามินอาจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1.วิตามินที่ละลายในไขมัน(Fat - soluble vitamin) ได้แก่ -วิตามินเอ หรือ เรตินอล (Retinol) เป็นส่วนประกอบของรงควัตถุที่เรียกว่า โร ดอปซิน ( Rhodopsin )แหล่งอาหาร มะละกอสุก ผักใบเหลือง ผักใบเขียว น้ำมันตับปลา ฟักทอง กล้วยสุก -วิตามินดี ( Cholecalciferol ) เป็นสารพวก สเตอรอล (Sterol) มีดีหนึ่ง ดีสองและดีสาม -วิตามินอี หรือ โทโคฟีรอล ( Tocopherol ) -วิตามินเค ( Phylloquinone ) ไม่ค่อยขาดเพราะมีแบคทีเรียในลำไส้สังเคราะห์ได้
2. วิตามินที่ละลายในน้ำ (Water Soluble Vitamin ) ได้แก่ -วิตามินบี มีอยู่หลายชนิด รวมเรียกว่า วิตามินบีรวม ( B Complex ) -วิตามินบีสอง หรือไรโบเฟลวิน ( Riboflavin ) ปกติร่างกายต้องการวิตามินบีสอง วันละ 2-6 มิลลิกรัม -วิตามินบีห้า หรือ ไนอะซีน ( Niacin ) -วิตามินบีหกหรือไพริดอกซิน ( Pyridoxine ) -วิตามินบีสิบสอง หรือโคบาลามิน ( Cobalamin) โดยทั่วไปมักจะอยู่ในรูปไซยาโนโคบาลามิน -วิตามินซี หรือ กรดแอสคอร์บิค ( Ascobic acid ) เป็นสารประกอบอนุพันธ์ของน้ำตาลเฮกโซส
 
วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหาร ร่างกายเราต้องการวิตามินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นวิตามิน ซึ่งได้จากอาหารเป็นส่วนใหญ่เช่น ข้าว ผลไม้ ผักต่างๆ มีเพียงวิตามิน D,K ที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง ...
หน้าที่ วิตามิน A เป็นส่วนประกอบสำคัญของ cornea และยังมีผลต่อการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก และระบบสืบพันธ์ นอกจากนี้ยังป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ ทำให้ผิวและผมแข็งแรง Beta carotene (หรือ pro vitamin A) ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามิน A ในร่างกาย Beta carotene เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสามารถชะลอความแก่ได้ อาการเมื่อขาดวิตามิน A จะมีตาแห้ง คันและตาอักเสบ ตามองไม่เห็นในเวลากลางคืน ผมแห้ง ผิวแห้งและหยาบ ติดเชื้อได้ง่าย ถ้าขาดมากฟันและกระดูก ไม่แข็งแรง
แหล่งอาหาร วิตามิน A พบมากในตับ ไข่แดง นม น้ำมันตับปลา ไก่ Beta carotene พบมาก ในผักสีเขียวผลไม้สีเหลืองและเขียวเข็ม การป้องกันการขาดวิตามิน เอ สามารถทำได้โดยการรับประทานผลไม้สีส้ม หรือเหลือง ผักใบเขียวโดยรับประทานสดๆ การเก็บรักษาผักและผลไม้ให้เก็บในภาชนะและแช่ตู้เย็น ผักควรใช้วิธีการต้มหรืออบมากกว่าการทอด
 
ข้าวกล้องบางคนเรียกกันติดปากว่า ข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดง เนื่องจากในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินกันเอง จึงเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องจักรสีข้าวแทนจึงเรียกข้าวที่สีเอาเปลือกออกนี้ว่า ข้าวกล้อง...
ประโยชน์มากมายของการกินข้าวกล้อง
• ได้วิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาหารอ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมอง
• ได้วิตามินบี 1 ซึ่งถ้ากินเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้
• ได้วิตามินบี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก
• ได้ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน
• ได้แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว
• ได้ทองแดง สร้างเมล็ดโลหิต และเฮโมโกลบิน
• ได้ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
• ได้โปรตีน ช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ
• ได้ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันในข้าวกล้องเป็นไขมันที่ดี ไม่มีโคเรสเตอรอล
• ได้ไนอะซิน ช่วยระบบผิวหนังและเส้นประสาท และป้องกันโรคเพลลากรา (โรคที่เกิดจากการขาดไนอะซิน จะมีอาการท้องเสีย ประสาทไหว โรคผิวหนัง)
• ได้คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกาย
• ได้กากอาหาร ข้าวกล้องมีกากอาหารมาก ซึ่งจะทำให้ท้องไม่ผูก และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย
• วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ในข้าวกล้องจะช่วยให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
 
คนส่วนใหญ่จะกินอาหารเสริมประเภทวิตามินด้วย ความเชื่อว่าจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แต่นักวิจัยไม่ได้ระบุ ว่าวิตามินสามารถป้องกันโรคต่างๆได้หากเราบริโภคเป็นจำนวนมาก อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้... วงการแพทย์ในปัจจุบันยังเป็นห่วงด้วยว่า ถ้ามีคนบริโภควิตามินในปริมาณมากเกินไป เป็นเรื่อง ง่ายมากที่เราจะได้รับวิตามินและเกลือแร่บางชนิดในขนาดสูงเกินไปจนเสี่ยงต่อ การเกิดโรคต่างๆดังนั้นเรา ควรบริโภคให้พอเหมาะกับที่ร่างกายเราต้องการ
วิตามินที่สำคัญที่เราควรบริโภคมีดังนี้
๑.วิตามินเอ ส่วนมากพบมากในตับ
๒.วิตามินซีและอี วิตามินสองชนิดนี้มีผู้นิยมกินกันมาก ถ้าเรากินวิตามินทั้งสองชนิดนี้เข้าไปในปริมาณมาก มีโอกาสเป็น "โรคเส้นโลหิตในสมอง"
๓.ธาตุเหล็ก มีความสำคัญต่อการลำเลียงออกซิเจนสู่กระแสเลือด การสร้างพลังงานและภูมิต้านทาน
๔.วิตามินบี 6 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างโปรตีน
๕.เบตาแคโรทีน เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายเป็นสาร แอนติออกซิแดนต์ แหล่งอาหาร ผักใบเขียวและผลไม้ที่เป็นสีเหลือง
๖.ทองแดง เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนโปรตีนในกระดูก ผิวหนังและเนื้อเยื่อข้อต่อ แหล่งอาหาร ถั่ว
๗.สังกะสี มีความสำคัญต่อระบบทำงานต่างๆมากมาย เช่น การเติบโตของเซลล์และระบบภูมิต้านทาน แหล่ง เนื้อสัตว์
ใครว่าอยากได้วิตามินต้องกินแต่ผักหรือผลไม้ เท่านั้นนะ ที่จริงเพียงแค่กินอาหารอันหลากหลาย ก็ได้วิตามินที่ดีมีประโยชน์ครบถ้วนแล้วล่ะ... ความคิดแวบแรกของคุณพ่อคุณแม่เมื่อได้รับการตั้งคำถามว่า "วิตามิน" มีอยู่ในอาหารประเภทไหนบ้าง คำตอบที่คุ้นเคยคงหนีไม่พ้นเรื่องของผัก และผลไม้ตามที่ได้ร่ำเรียนกันมาใช่ไหมคะ แต่สำหรับคุณหมอสังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว วิตามิน ที่ดีมีประโยชน์ใช่ว่าจะมีอยู่แต่ในผักและผลไม้เท่านั้น ของอย่างนี้เพียงแค่รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เรื่องจะได้รับวิตามินที่ขาดหรือเกินรับรองจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเลยล่ะ ค่ะ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก่อนลงมือรับประทานอาหารในครั้งต่อไป เราลองมาฟังคุณหมออธิบายกันก่อนดีไหมว่า จริงๆแล้วร่างกายของเราต้องการวิตามินที่มีประโยชน์อะไรกันบ้าง และเจ้าวิตามินเหล่านี้มีอยู่ในอาหารประเภทไหนกันค่ะ
 
อย่างที่รู้ๆกันว่า วิตามิน แม้จะเป็นสารอาหารที่ร่างกายเจ้าตัวเล็กต้องการเพียงอย่างละน้อยอย่างละนิด ในแต่ละวัน แต่ถ้าขาดไปแล้วละก็มีปัญหาแน่ค่ะโดยเฉพาะ วิตามินเอ... วิตามินเอ พบมากในอาหารที่ค่อนข้างจะมีน้ำมันอยู่ด้วย เพราะละลายดีในไขมัน แต่อย่าเพิ่งกังวลว่า จะหาให้ลูกหม่ำได้ยากค่ะ เพราะนอกจากจะมีในน้ำมันแล้ว สารแคโรทีน ยังสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ในร่างกายได้ด้วย ซึ่งสารที่ว่านี้พบมากในผัก ผลไม้สีเหลือง หรือไม่ก็ในผักสีเขียวเข้ม ก็เป็นอันว่าวิตามินเอและแคโรทีน มีทั้งในเนื้อสัตว์ ไข่ ตับ ผัก และผลไม้ มากมายซะจนหม่ำไม่ทันแน่ๆ

คาร์โบไฮเดรตคือ

คาร์โบไฮเดรต (อังกฤษ: Carbohydrate) เป็นสารชีวโมเลกุลที่สำคัญที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตทุกชนิค คำว่าคาร์โบไฮเดรตมีรากศัพท์มาจากคำว่า คาร์บอน (carbon) และคำว่าไฮเดรต (hydrate) อิ่มตัวไปด้วยน้ำ ซึ่งรวมกันก็หมายถึงคาร์บอนที่อิมตัวไปด้วยน้ำ เนื่องจากสูตรเคมีอย่างง่ายก็คือ (C•H2O) n ซึ่ง n≥3 โดยคาร์โบไฮเดรตจัดเป็นสารประกอบแอลดีไฮด์ (aldehyde) หรือคีโทน (ketone) ที่มีหมู่ไฮดรอกซิล (hydroxyl group, -OH) เกาะอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเรียกว่า สารประกอบโพลีไฮดรอกซีแอลดีไฮด์ (polyhydroxyaldehyde) หรือ โพลีไฮดรอกซีคีโทน (polyhydroxyketone) ซึ่งการที่มีหมู่ไฮดรอกซิลในโมเลกุลนั้น ทำให้เกิดการวางตัวของหมู่ดังกล่าวที่แตกต่างกัน และยังสามารถทำปฏิกิริยาหรือสร้างพันธะกับสารอื่นๆได้ ดังนั้น คาร์โบไฮเดรตจึงมีความหลากหลายทั้งในด้านของโครงสร้างทางเคมี และบทบาททางชีวภาพอีกด้วย หน่วยที่เล็กทีสุดของคาร์โบไฮเดรตก็คือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือโมโนแซคคาร์ไรด์

ไขมันคือ

ไขมัน หมายถึง สารประกอบหลายชนิดซึ่งมีลักษณะร่วมกันคือ ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ แต่ไม่ละลายน้ำ ไขมันในทางเคมี คือ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นไตรเอสเทอร์ของกลีเซอรอลกับกรดไขมัน สถานะของไขมันที่อุณหภูมิห้องมีทั้งของแข็งและของเหลว ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและองค์ประกอบของไขมันนั้น แม้คำว่า "น้ำมัน", "ไขมัน" และ "ลิพิด" ล้วนถูกใช้หมายถึงไขมัน แต่โดยทั่วไป "น้ำมัน" ใช้กับไขมันที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง "ไขมัน" หมายถึง ไขมันที่เป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง "ลิพิด" หมายรวมไขมันทั้งที่เป็นของเหลวและของแข็ง ตลอดจนสสารที่เกี่ยวข้องอื่น ซึ่งโดยปกติใช้ในบริบททางการแพทย์หรือชีวเคมี

ไขมันเป็นลิพิดชนิดหนึ่ง ซึ่งแยกแยะได้จากโครงสร้างทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพ โมเลกุลไขมันสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตหลายชนิด โดยทำหน้าที่ทั้งเชิงโครงสร้างและเมแทบอลิซึม ไขมันเป็นส่วนสำคัญในอาหารของเฮเทอโรโทรปส่วนมาก (รวมทั้งมนุษย์) ในร่างกาย ไขมันหรือลิพิดถูกย่อยโดยเอนไซม์ชื่อ ไลเปส ซึ่งสร้างจากตับอ่อน

ตัวอย่างไขมันสัตว์ที่กินได้ เช่น มันหมู น้ำมันปลา เนยเหลว และชั้นไขมันวาฬ ไขมันเหล่านี้ได้มาจากนมและเนื้อ ตลอดจนจากใต้หนังของสัตว์ ตัวอย่างไขมันพืชที่กินได้ เช่น น้ำมันถั่วลิสง เต้าเจี้ยว น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก และเนยโกโก้ สำหรับเนยขาวซึ่งถูกใช้ในการอบขนมปังและเนยเทียมเป็นหลัก หรือใช้ทาขนมปัง สามารถดัดแปลงจากไขมันข้างต้นได้โดยปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชัน

ไขมันจำแนกได้เป็นไขมันอิ่มตัวกับไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัวยังสามารถจำแนกต่อได้อีกเป็นไขมันซิส ซึ่งพบทั่วไปในธรรมชาติ และไขมันทรานส์ ซึ่งพบได้ยากในธรรมชาติ แต่พบในน้ำมันพืชที่ได้ทำไฮโดรจิเนชันไปแล้วบางส่วน

โปรตีนคือ


โปรตีน (Protein) คือ สารที่มีความจำเป็นอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ทุกชนิด แต่ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้วสิ่งที่ร่างกายต้องการนั้นไม่ใช่โปรตีนครับ? แต่เป็นกรดอะมิโนซึ่งเป็นหน่วยเล็กๆของโปรตีนต่างหากละครับ! โดยกรดอะมิโนจะรวมตัวเข้ากับไนโตรเจนแล้วเกิดเป็นโปรตีนที่หลากหลายเป็นพัน กว่าชนิด ไม่เพียงแต่เป็นหน่วยเล็กๆ ที่ประกอบกันจนเป็นโปรตีน
โดย โครงของสร้างโปรตีนจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม นั่นก็คือ โปรตีนสมบูรณ์และโปรตีนไม่สมบูรณ์ ซึ่งแต่ละกลุ่มนั้นจะไม่เหมือนกัน แม้ว่าพวกมันจะประกอบข้นมาด้วยกรดอะมิโนชุดเดียวกันทั้ง 23 ชนิดหรือ 20 ชนิดก็ตาม แต่พวกนี้ก็จะมีหน้าที่และการทำงานที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละส่วนของร่างกาย

โปรตีน

การย่อยและการดูดซึมของอาหาร

การย่อยและการดูดซึมของอาหาร

อาหารที่เรากินเข้าไป มิใช่หมายความว่าร่างกายจะนำไปใช้ได้ทั้งสิ้น  เพราะถ้ากินเข้าไปแล้วออกมาทางทวารหนักเสียหมดก็ย่อมหาประโยชน์อันใดมิได้  ร่างกายจะนำอาหารไปใช้ได้ ก็ต่อเมื่อได้ผ่านการย่อยและการดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตแล้ว คือ ธาตุน้ำตาล เช่น แป้ง จะถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลกลูโคส ธาตุเนื้อจะถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโน  ธาตุไขมันจะถูกย่อยให้เป็นกรดไขมันกับกลิสเซอรอล  ส่วนธาตุเกลือแร่และวิตามินจะไม่มีการย่อย  แต่จะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพที่ละลายได้เสียก่อน และน้ำดูดซึมได้รวดเร็วโดยไม่มีการย่อย  พวกที่ย่อยไม่ได้ เช่น พวกเอ็น พังผืด หรือเซลลูโลสในผัก นี้เรียกกากอาหาร  ซึ่งจะถูกขับถ่ายออกมาทางอุจจาระ พวกนี้จัดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายทางอ้อม  ที่ช่วยกระตุ้นลำไส้ให้มีการเคลื่อนไหว จึงช่วยป้องกันมิให้ท้องผูก  นั่นคือการกินผักและผลไม้มาก ๆ นอกจากจะได้น้ำตาล เกลือแร่ และวิตามินแล้ว ยังช่วยมิให้ท้องผูกอีกด้วย