วิตามิน เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยปฏิกิริยาเคมีต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย หน้าที่หลักคือเป็นโคเอนไซม์
ปริมาณวิตามินที่ร่างกายต้องการนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการสาร
อินทรีย์อื่น แต่ก็เป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้...
วิตามินอาจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1.วิตามินที่ละลายในไขมัน(Fat - soluble vitamin) ได้แก่ -วิตามินเอ หรือ
เรตินอล (Retinol) เป็นส่วนประกอบของรงควัตถุที่เรียกว่า โร ดอปซิน (
Rhodopsin )แหล่งอาหาร มะละกอสุก ผักใบเหลือง ผักใบเขียว น้ำมันตับปลา
ฟักทอง กล้วยสุก -วิตามินดี ( Cholecalciferol ) เป็นสารพวก สเตอรอล
(Sterol) มีดีหนึ่ง ดีสองและดีสาม -วิตามินอี หรือ โทโคฟีรอล ( Tocopherol )
-วิตามินเค ( Phylloquinone )
ไม่ค่อยขาดเพราะมีแบคทีเรียในลำไส้สังเคราะห์ได้
2. วิตามินที่ละลายในน้ำ (Water Soluble Vitamin ) ได้แก่ -วิตามินบี
มีอยู่หลายชนิด รวมเรียกว่า วิตามินบีรวม ( B Complex ) -วิตามินบีสอง
หรือไรโบเฟลวิน ( Riboflavin ) ปกติร่างกายต้องการวิตามินบีสอง วันละ 2-6
มิลลิกรัม -วิตามินบีห้า หรือ ไนอะซีน ( Niacin )
-วิตามินบีหกหรือไพริดอกซิน ( Pyridoxine ) -วิตามินบีสิบสอง หรือโคบาลามิน
( Cobalamin) โดยทั่วไปมักจะอยู่ในรูปไซยาโนโคบาลามิน -วิตามินซี หรือ
กรดแอสคอร์บิค ( Ascobic acid ) เป็นสารประกอบอนุพันธ์ของน้ำตาลเฮกโซส
วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหาร
ร่างกายเราต้องการวิตามินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นวิตามิน
ซึ่งได้จากอาหารเป็นส่วนใหญ่เช่น ข้าว ผลไม้ ผักต่างๆ มีเพียงวิตามิน D,K
ที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง ...
หน้าที่ วิตามิน A เป็นส่วนประกอบสำคัญของ
cornea และยังมีผลต่อการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก และระบบสืบพันธ์
นอกจากนี้ยังป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ
และระบบขับปัสสาวะ ทำให้ผิวและผมแข็งแรง Beta carotene (หรือ pro vitamin
A) ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามิน A ในร่างกาย Beta carotene
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสามารถชะลอความแก่ได้ อาการเมื่อขาดวิตามิน A
จะมีตาแห้ง คันและตาอักเสบ ตามองไม่เห็นในเวลากลางคืน ผมแห้ง
ผิวแห้งและหยาบ ติดเชื้อได้ง่าย ถ้าขาดมากฟันและกระดูก ไม่แข็งแรง
แหล่งอาหาร วิตามิน A พบมากในตับ ไข่แดง นม น้ำมันตับปลา ไก่ Beta carotene
พบมาก ในผักสีเขียวผลไม้สีเหลืองและเขียวเข็ม การป้องกันการขาดวิตามิน เอ
สามารถทำได้โดยการรับประทานผลไม้สีส้ม หรือเหลือง
ผักใบเขียวโดยรับประทานสดๆ
การเก็บรักษาผักและผลไม้ให้เก็บในภาชนะและแช่ตู้เย็น
ผักควรใช้วิธีการต้มหรืออบมากกว่าการทอด
ข้าวกล้องบางคนเรียกกันติดปากว่า ข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดง
เนื่องจากในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินกันเอง จึงเรียกว่า
ข้าวซ้อมมือ
แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องจักรสีข้าวแทนจึงเรียกข้าวที่สีเอาเปลือกออกนี้ว่า
ข้าวกล้อง...
ประโยชน์มากมายของการกินข้าวกล้อง
• ได้วิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาหารอ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมอง
• ได้วิตามินบี 1 ซึ่งถ้ากินเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้
• ได้วิตามินบี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก
• ได้ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน
• ได้แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว
• ได้ทองแดง สร้างเมล็ดโลหิต และเฮโมโกลบิน
• ได้ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
• ได้โปรตีน ช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ
• ได้ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันในข้าวกล้องเป็นไขมันที่ดี ไม่มีโคเรสเตอรอล
• ได้ไนอะซิน ช่วยระบบผิวหนังและเส้นประสาท และป้องกันโรคเพลลากรา
(โรคที่เกิดจากการขาดไนอะซิน จะมีอาการท้องเสีย ประสาทไหว โรคผิวหนัง)
• ได้คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกาย
• ได้กากอาหาร ข้าวกล้องมีกากอาหารมาก ซึ่งจะทำให้ท้องไม่ผูก และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย
• วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ในข้าวกล้องจะช่วยให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
คนส่วนใหญ่จะกินอาหารเสริมประเภทวิตามินด้วย
ความเชื่อว่าจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แต่นักวิจัยไม่ได้ระบุ
ว่าวิตามินสามารถป้องกันโรคต่างๆได้หากเราบริโภคเป็นจำนวนมาก
อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้...
วงการแพทย์ในปัจจุบันยังเป็นห่วงด้วยว่า
ถ้ามีคนบริโภควิตามินในปริมาณมากเกินไป เป็นเรื่อง
ง่ายมากที่เราจะได้รับวิตามินและเกลือแร่บางชนิดในขนาดสูงเกินไปจนเสี่ยงต่อ
การเกิดโรคต่างๆดังนั้นเรา ควรบริโภคให้พอเหมาะกับที่ร่างกายเราต้องการ
วิตามินที่สำคัญที่เราควรบริโภคมีดังนี้
๑.วิตามินเอ ส่วนมากพบมากในตับ
๒.วิตามินซีและอี วิตามินสองชนิดนี้มีผู้นิยมกินกันมาก
ถ้าเรากินวิตามินทั้งสองชนิดนี้เข้าไปในปริมาณมาก มีโอกาสเป็น
"โรคเส้นโลหิตในสมอง"
๓.ธาตุเหล็ก มีความสำคัญต่อการลำเลียงออกซิเจนสู่กระแสเลือด การสร้างพลังงานและภูมิต้านทาน
๔.วิตามินบี 6 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างโปรตีน
๕.เบตาแคโรทีน
เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายเป็นสาร
แอนติออกซิแดนต์ แหล่งอาหาร ผักใบเขียวและผลไม้ที่เป็นสีเหลือง
๖.ทองแดง เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนโปรตีนในกระดูก ผิวหนังและเนื้อเยื่อข้อต่อ แหล่งอาหาร ถั่ว
๗.สังกะสี มีความสำคัญต่อระบบทำงานต่างๆมากมาย เช่น การเติบโตของเซลล์และระบบภูมิต้านทาน แหล่ง เนื้อสัตว์
ใครว่าอยากได้วิตามินต้องกินแต่ผักหรือผลไม้
เท่านั้นนะ ที่จริงเพียงแค่กินอาหารอันหลากหลาย
ก็ได้วิตามินที่ดีมีประโยชน์ครบถ้วนแล้วล่ะ...
ความคิดแวบแรกของคุณพ่อคุณแม่เมื่อได้รับการตั้งคำถามว่า "วิตามิน"
มีอยู่ในอาหารประเภทไหนบ้าง คำตอบที่คุ้นเคยคงหนีไม่พ้นเรื่องของผัก
และผลไม้ตามที่ได้ร่ำเรียนกันมาใช่ไหมคะ แต่สำหรับคุณหมอสังคม
จงพิพัฒน์วณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว
วิตามิน ที่ดีมีประโยชน์ใช่ว่าจะมีอยู่แต่ในผักและผลไม้เท่านั้น
ของอย่างนี้เพียงแค่รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่มากหรือน้อยเกินไป
เรื่องจะได้รับวิตามินที่ขาดหรือเกินรับรองจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเลยล่ะ
ค่ะ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก่อนลงมือรับประทานอาหารในครั้งต่อไป
เราลองมาฟังคุณหมออธิบายกันก่อนดีไหมว่า
จริงๆแล้วร่างกายของเราต้องการวิตามินที่มีประโยชน์อะไรกันบ้าง
และเจ้าวิตามินเหล่านี้มีอยู่ในอาหารประเภทไหนกันค่ะ
อย่างที่รู้ๆกันว่า วิตามิน
แม้จะเป็นสารอาหารที่ร่างกายเจ้าตัวเล็กต้องการเพียงอย่างละน้อยอย่างละนิด
ในแต่ละวัน แต่ถ้าขาดไปแล้วละก็มีปัญหาแน่ค่ะโดยเฉพาะ วิตามินเอ...
วิตามินเอ พบมากในอาหารที่ค่อนข้างจะมีน้ำมันอยู่ด้วย เพราะละลายดีในไขมัน
แต่อย่าเพิ่งกังวลว่า จะหาให้ลูกหม่ำได้ยากค่ะ เพราะนอกจากจะมีในน้ำมันแล้ว
สารแคโรทีน ยังสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ในร่างกายได้ด้วย
ซึ่งสารที่ว่านี้พบมากในผัก ผลไม้สีเหลือง หรือไม่ก็ในผักสีเขียวเข้ม
ก็เป็นอันว่าวิตามินเอและแคโรทีน มีทั้งในเนื้อสัตว์ ไข่ ตับ ผัก และผลไม้
มากมายซะจนหม่ำไม่ทันแน่ๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น