วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิตามินคือ

วิตามิน เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย หน้าที่หลักคือเป็นโคเอนไซม์ ปริมาณวิตามินที่ร่างกายต้องการนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการสาร อินทรีย์อื่น แต่ก็เป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้...
วิตามินอาจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1.วิตามินที่ละลายในไขมัน(Fat - soluble vitamin) ได้แก่ -วิตามินเอ หรือ เรตินอล (Retinol) เป็นส่วนประกอบของรงควัตถุที่เรียกว่า โร ดอปซิน ( Rhodopsin )แหล่งอาหาร มะละกอสุก ผักใบเหลือง ผักใบเขียว น้ำมันตับปลา ฟักทอง กล้วยสุก -วิตามินดี ( Cholecalciferol ) เป็นสารพวก สเตอรอล (Sterol) มีดีหนึ่ง ดีสองและดีสาม -วิตามินอี หรือ โทโคฟีรอล ( Tocopherol ) -วิตามินเค ( Phylloquinone ) ไม่ค่อยขาดเพราะมีแบคทีเรียในลำไส้สังเคราะห์ได้
2. วิตามินที่ละลายในน้ำ (Water Soluble Vitamin ) ได้แก่ -วิตามินบี มีอยู่หลายชนิด รวมเรียกว่า วิตามินบีรวม ( B Complex ) -วิตามินบีสอง หรือไรโบเฟลวิน ( Riboflavin ) ปกติร่างกายต้องการวิตามินบีสอง วันละ 2-6 มิลลิกรัม -วิตามินบีห้า หรือ ไนอะซีน ( Niacin ) -วิตามินบีหกหรือไพริดอกซิน ( Pyridoxine ) -วิตามินบีสิบสอง หรือโคบาลามิน ( Cobalamin) โดยทั่วไปมักจะอยู่ในรูปไซยาโนโคบาลามิน -วิตามินซี หรือ กรดแอสคอร์บิค ( Ascobic acid ) เป็นสารประกอบอนุพันธ์ของน้ำตาลเฮกโซส
 
วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหาร ร่างกายเราต้องการวิตามินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นวิตามิน ซึ่งได้จากอาหารเป็นส่วนใหญ่เช่น ข้าว ผลไม้ ผักต่างๆ มีเพียงวิตามิน D,K ที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง ...
หน้าที่ วิตามิน A เป็นส่วนประกอบสำคัญของ cornea และยังมีผลต่อการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก และระบบสืบพันธ์ นอกจากนี้ยังป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ ทำให้ผิวและผมแข็งแรง Beta carotene (หรือ pro vitamin A) ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามิน A ในร่างกาย Beta carotene เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสามารถชะลอความแก่ได้ อาการเมื่อขาดวิตามิน A จะมีตาแห้ง คันและตาอักเสบ ตามองไม่เห็นในเวลากลางคืน ผมแห้ง ผิวแห้งและหยาบ ติดเชื้อได้ง่าย ถ้าขาดมากฟันและกระดูก ไม่แข็งแรง
แหล่งอาหาร วิตามิน A พบมากในตับ ไข่แดง นม น้ำมันตับปลา ไก่ Beta carotene พบมาก ในผักสีเขียวผลไม้สีเหลืองและเขียวเข็ม การป้องกันการขาดวิตามิน เอ สามารถทำได้โดยการรับประทานผลไม้สีส้ม หรือเหลือง ผักใบเขียวโดยรับประทานสดๆ การเก็บรักษาผักและผลไม้ให้เก็บในภาชนะและแช่ตู้เย็น ผักควรใช้วิธีการต้มหรืออบมากกว่าการทอด
 
ข้าวกล้องบางคนเรียกกันติดปากว่า ข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดง เนื่องจากในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินกันเอง จึงเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องจักรสีข้าวแทนจึงเรียกข้าวที่สีเอาเปลือกออกนี้ว่า ข้าวกล้อง...
ประโยชน์มากมายของการกินข้าวกล้อง
• ได้วิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาหารอ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมอง
• ได้วิตามินบี 1 ซึ่งถ้ากินเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้
• ได้วิตามินบี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก
• ได้ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน
• ได้แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว
• ได้ทองแดง สร้างเมล็ดโลหิต และเฮโมโกลบิน
• ได้ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
• ได้โปรตีน ช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ
• ได้ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันในข้าวกล้องเป็นไขมันที่ดี ไม่มีโคเรสเตอรอล
• ได้ไนอะซิน ช่วยระบบผิวหนังและเส้นประสาท และป้องกันโรคเพลลากรา (โรคที่เกิดจากการขาดไนอะซิน จะมีอาการท้องเสีย ประสาทไหว โรคผิวหนัง)
• ได้คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกาย
• ได้กากอาหาร ข้าวกล้องมีกากอาหารมาก ซึ่งจะทำให้ท้องไม่ผูก และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย
• วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ในข้าวกล้องจะช่วยให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
 
คนส่วนใหญ่จะกินอาหารเสริมประเภทวิตามินด้วย ความเชื่อว่าจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แต่นักวิจัยไม่ได้ระบุ ว่าวิตามินสามารถป้องกันโรคต่างๆได้หากเราบริโภคเป็นจำนวนมาก อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้... วงการแพทย์ในปัจจุบันยังเป็นห่วงด้วยว่า ถ้ามีคนบริโภควิตามินในปริมาณมากเกินไป เป็นเรื่อง ง่ายมากที่เราจะได้รับวิตามินและเกลือแร่บางชนิดในขนาดสูงเกินไปจนเสี่ยงต่อ การเกิดโรคต่างๆดังนั้นเรา ควรบริโภคให้พอเหมาะกับที่ร่างกายเราต้องการ
วิตามินที่สำคัญที่เราควรบริโภคมีดังนี้
๑.วิตามินเอ ส่วนมากพบมากในตับ
๒.วิตามินซีและอี วิตามินสองชนิดนี้มีผู้นิยมกินกันมาก ถ้าเรากินวิตามินทั้งสองชนิดนี้เข้าไปในปริมาณมาก มีโอกาสเป็น "โรคเส้นโลหิตในสมอง"
๓.ธาตุเหล็ก มีความสำคัญต่อการลำเลียงออกซิเจนสู่กระแสเลือด การสร้างพลังงานและภูมิต้านทาน
๔.วิตามินบี 6 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น รวมทั้งช่วยสร้างโปรตีน
๕.เบตาแคโรทีน เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายเป็นสาร แอนติออกซิแดนต์ แหล่งอาหาร ผักใบเขียวและผลไม้ที่เป็นสีเหลือง
๖.ทองแดง เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนโปรตีนในกระดูก ผิวหนังและเนื้อเยื่อข้อต่อ แหล่งอาหาร ถั่ว
๗.สังกะสี มีความสำคัญต่อระบบทำงานต่างๆมากมาย เช่น การเติบโตของเซลล์และระบบภูมิต้านทาน แหล่ง เนื้อสัตว์
ใครว่าอยากได้วิตามินต้องกินแต่ผักหรือผลไม้ เท่านั้นนะ ที่จริงเพียงแค่กินอาหารอันหลากหลาย ก็ได้วิตามินที่ดีมีประโยชน์ครบถ้วนแล้วล่ะ... ความคิดแวบแรกของคุณพ่อคุณแม่เมื่อได้รับการตั้งคำถามว่า "วิตามิน" มีอยู่ในอาหารประเภทไหนบ้าง คำตอบที่คุ้นเคยคงหนีไม่พ้นเรื่องของผัก และผลไม้ตามที่ได้ร่ำเรียนกันมาใช่ไหมคะ แต่สำหรับคุณหมอสังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว วิตามิน ที่ดีมีประโยชน์ใช่ว่าจะมีอยู่แต่ในผักและผลไม้เท่านั้น ของอย่างนี้เพียงแค่รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เรื่องจะได้รับวิตามินที่ขาดหรือเกินรับรองจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเลยล่ะ ค่ะ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก่อนลงมือรับประทานอาหารในครั้งต่อไป เราลองมาฟังคุณหมออธิบายกันก่อนดีไหมว่า จริงๆแล้วร่างกายของเราต้องการวิตามินที่มีประโยชน์อะไรกันบ้าง และเจ้าวิตามินเหล่านี้มีอยู่ในอาหารประเภทไหนกันค่ะ
 
อย่างที่รู้ๆกันว่า วิตามิน แม้จะเป็นสารอาหารที่ร่างกายเจ้าตัวเล็กต้องการเพียงอย่างละน้อยอย่างละนิด ในแต่ละวัน แต่ถ้าขาดไปแล้วละก็มีปัญหาแน่ค่ะโดยเฉพาะ วิตามินเอ... วิตามินเอ พบมากในอาหารที่ค่อนข้างจะมีน้ำมันอยู่ด้วย เพราะละลายดีในไขมัน แต่อย่าเพิ่งกังวลว่า จะหาให้ลูกหม่ำได้ยากค่ะ เพราะนอกจากจะมีในน้ำมันแล้ว สารแคโรทีน ยังสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ในร่างกายได้ด้วย ซึ่งสารที่ว่านี้พบมากในผัก ผลไม้สีเหลือง หรือไม่ก็ในผักสีเขียวเข้ม ก็เป็นอันว่าวิตามินเอและแคโรทีน มีทั้งในเนื้อสัตว์ ไข่ ตับ ผัก และผลไม้ มากมายซะจนหม่ำไม่ทันแน่ๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น